site stats free
อีกหนึ่งเรื่องราวน่านับถือจากด้าน เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา สีผิว ที่อุบัติขึ้นมาในอดีตมาแสนนาน การกีดกันแบบต้องขีดเส้นแบ่งกันอยู่ ที่พัฒนาต่อยอดไปเป็นความเคียดแค้นชิงชัง ถึงขั้นประหัตประหารกันตายไปนับร้อยล้านคน แต่ต่อมาเมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ที่จะตั้งกติกา รู้จักการแบ่งปัน มนุษย์เริ่มที่จะมีความเป็นอารยะ หาหนทางที่จะอยู่ด้วยกันให้ได้บนความแตกต่าง ทำให้สังคมบางหมู่เหล่าสงบสุขด้วยตัวของมันเอง มากบ้าง น้อยบ้าง วันนี้ทางทีมงานได้นำเรื่องราวดีๆมาฝากกัน สำหรับพระยูกันดา” พระภิกษุผิวสีจากประเทศยูกันดาที่นำพุทธศาสนาจากประเทศไทย ไปเผยแผ่ในทวีปแอฟริกาใต้ จากที่มีข่าวกันไปเรื่องของ นายจูเลียน ดีซิเลต หรือ “พระจูเลี่ยน” ชาวแคนาดาที่เข้ามาบวช ใต้ร่มพระพุทธศาสนาในประเทศไทยไปนั้น สำหรับอีกหนึ่งรูปก็คือ “พระพุทธรักขิตะ” ในภาษาบาลีซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ปกปักษ์รักษาพระพุทธเจ้า” ภิกษุผิวสี จากประเทศยูกันดา ที่เลือกเดินทางตามรอยพุทธศาสนาและเผยแผ่ธรรมในทวีปแอฟริกา พระพุทธรักขิตะภิกขุ เดิมมีชื่อว่า สตีเว่น คาบอคโกซา (Steven Kaboggoza) เกิดเมื่อปีค.ศ.1966...
อีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่น่าชื่นชมของนักแสดงรุ่นใหญ่ เอ อนันต์ บุนนาค หลังทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงด้วยการเพาะพันธุ์กล้วยไม้แล้วนำกลับคืนสู่ป่า ณ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ จากความชอบเรื่องกล้วยไม้สู่การเป็นนักอนุรักษ์เต็มตัว ทุ่มเทด้วยหัวใจ เปลี่ยนพื้นที่บ้านสวนหลายไร่เป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ มีห้องแลปส่วนตัว คอยประคบประหงมดูแลจนออกดอกสวยงามให้ชื่นใจ นอกจากนี้ยังมีไม้ดอกไม้ผล และพืชพรรณนานาชนิด เป็นชีวิตเรียบง่ายในบ้านสวนร่มรื่น สดชื่น และสงบ แถมยังให้ความรู้เรื่องดอกไม้และธรรมชาติผ่านอินสตาแกรมเสมอ ทางด้านภรรยๅ อ้น ศรีพรรณ ที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะต้องอยู่ห่างกับสามี นานๆ ทีได้กลับบ้านที่เพชรบูรณ์ แต่เจ้าตัวก็มักจะโพสต์รูปและคอมเม้นต์ให้กำลังใจ ลุงเอ อยู่เสมอ พร้อมชื่นชมว่าความสุขของลุงนั้นมีประโยชน์มากมาย และยังบอกด้วยว่า ในปีนี้ ลุงเอ ยังคงเดินหน้าทำสิ่งที่ตัวเองตั้งใจต่อไป โดยเตรียมนำกล้วยไม้ “เอื้องเก๊ากิ่ว” กลับไปคืนป่า
คิดว่าคงคุ้นเคยกับคำว่า “กรรมติดจรวด” กันมามากแล้ว เป็นคำฮิตในยุคปัจจุบันมาก แต่ยังไม่เคยได้ยินคำว่า “บุญติดจรวด” บ้างเลย บุญให้ผลช้าหรืออย่างไร แต่หากท้าวความไปในสมัยพุทธกาลเรื่องบุญติดจรวด หรือ บุญทันตาเห็น มีอยู่จริง ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาปรากฏเรื่องของบุคคลที่ทำบุญแล้ว บุญส่งผลทันตาเห็นได้อย่างเหลือเชื่อ นายสุมนมาลาการ เป็นผู้เก็บดอกไม้ของพระเจ้าพิมพิสาร มีหน้าที่เก็บดอกไม้ถวายพระเจ้าพิมพิสารในวังทุกวัน วันหนึ่งนายสุมนมาลาการได้พบกับพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตพร้อมด้วยพระสาวก เขาบังเกิดจิตเลื่อมใส จึงตัดสินใจถวายดอกมะลิที่กำลังนำไปถวายพระเจ้าพิมพิสารแด่พระพุทธเจ้า แม้จะทราบดีว่าเป็นการทำความผิดต่อพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม แต่ยินดีสละชีวิตเพื่อได้สร้างบุญกับพระพุทธเจ้า ดอกมะลิจำนวน 8 กำ 8 ทะนานที่นายสมุนมาลาการถวายนั้น กลายเป็นตาข่ายล้อมพระพุทธเจ้าไว้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบดังนั้น ก็ทรงเลื่อมใสในการทำบุญของนายสุมนมาลาการ ได้พระราชทานทรัพย์สมบัติมากมายแก่นายสุมนมาลาการ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า นายสุมนมาลาการยอมสละชีวิตเพื่อได้สร้างบุญกับเรา ด้วยการบูชาเราด้วยดอกมะลิเหล่านี้ หลังจากสิ้นบุญไปแล้วจะเกิดเฉพาะโลกมนุษย์และโลกสวรรค์ จากนั้นก็จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนางมัลลิกาเทวี เดิมพระนางมัลลิกาเทวีเป็นธิดาของช่างดอกไม้ในกรุงสาวัตถี ได้นำขนมถั่วไปถวายพระพุทธเจ้า โดยจัดตกแต่งอย่างสวยงามในตระกร้า พอใส่ขนมถั่วลงในบาตรของพระพุทธเจ้าบังเกิดความปีติ แล้วระลึกพระพุทธเจ้าเป็นสมาธิ (พุทธานุสติ) จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า “กุมารีคนนี้จะได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลในวันนี้ เพราะผลแห่งบุญที่นางถวายขนมถั่ว” ในวันนั้นเองขณะที่กุมารีกำลังเก็บดอกไม้พร้อมกับร้องเพลงไปด้วย...
โพชฌงค์ หรือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของคนทั่วไปได้ เป็นธรรมดาว่ากายกับใจนั้นเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน พอกาย เจ็บป่วยไม่สบาย คนทั่วไปก็มักจะพานจิตใจไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไปด้วย และในทำนองเดียวกัน เมื่อจิตใจไม่สบาย ก็พลอยให้กายไม่สบายไปด้วย เริ่มต้นตั้งแต่ รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายเศร้าหมอง ผิวพรรณซูบซีด เป็นสิ่งที่เนื่องอาศัยกัน โพชฌงค์มาจากคำว่า โพชฺฌ กับ องฺค หรือ โพธิ กับองค์ จึงแปลว่า องค์แห่งผู้ตรัสรู้ หรือองค์แห่งการตรัสรู้ก็ได้ พูดตาม ศัพท์ก็คือองค์แห่งโพธิ หรือองค์แห่งโพธิญาณนั่นเอง หมายถึง องค์ประกอบหรือหลักธรรมที่เป็นเครื่องประกอบของการตรัสรู้ หรือองค์ประกอบแห่งโพธิญาณ แสดงว่าหลักธรรมนี้สำคัญมาก เพราะเป็นธรรมที่จะช่วยให้เกิดการตรัสรู้ โพชฌงค์ มี 7 ประการด้วยกัน...
จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เมื่อเจริญสติภาวนาเป็นประจำ – การเจริญภาวนาเป็นการกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (PNS) ได้หลายทางทีเดียว รวมทั้งเป็นการดึงความสนใจของคุณออกมาจากเรื่องราวที่เคร่งเครียด เป็นการผ่อนคลาย และเป็นการนำสติกลับมาตระหนักรู้อยู่ที่ร่างกาย นับเป็นการกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (PNS) และระบบประสาทส่วนอื่น ๆ ของคุณนั่นเอง การเจริญสติภาวนาเป็นประจำจะก่อให้เกิดผลดังนี้ เพิ่มเนื้อเยื่อสมองส่วนที่เป็นสีเทาในสมองส่วนอินซูลา ฮิปโปแคมปัส และคอร์เท็กซ์กลีบหน้าส่วนหน้าผาก ลดการบางลงของสมองส่วนคอร์ติคัลอันเนื่องจากการมีอายุมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดในบริเวณส่วนหน้าที่ได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งด้วยการเจริญสติภาวนา ช่วยทำให้การทำงานทางจิตที่เกี่ยวข้องกับสมองส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้น เช่น มีสมาธิดีขึ้น มีความเมตตามากขึ้น และมีความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นมากขึ้น เพิ่มการทำงานของสมองส่วนหน้าซ้าย ซึ่งช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น เพิ่มพลังและระยะทางของคลื่นสมองอันรวดเร็วในเขตแกมมาของสมองของนักภาวนาชาวทิเบตที่มีประสบการณ์สูง คลื่นสมอง คือ คลื่นไฟฟ้าที่อ่อนแต่สามารถวัดได้ ถูกสร้างด้วยการที่ปริมาณเซลล์ประสาทจำนวนมากส่งกระแสสัญญาณออกไปพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ ลดปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เกี่ยวกับความเครียด เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางกายหลายอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจและระบบหลอดเลือด หอบหืด เบาหวานประเภท 2 กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และอาการปวดเรื้อรัง ช่วยอาการทางจิตหลายประเภทด้วยกัน เช่น...
มีรุ่นน้องถามไถ่ว่า “แปลกไหมที่เลิกกับแฟนแล้วไม่รู้สึกเ ศ ร้ า กลับรู้สึกสันติ และได้เวลาส่วนตัวคืนกลับມา” ผมถามกลับไปว่า “แปลว่าเขาไม่สำคัญเหรอ” น้องตอบว่า “เขาสำคัญມาก แต่รู้สึกว่าต้องปรับตัวเยอะ ต้องยอมให้เยอะ พอห่างออกມากลับรู้สึกดี” ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจและคำที่น่าสนใจມากคือคำว่า ‘สันติ’ ผมเคยคิดว่าคนเราต้องการ ‘ความสุข’ และพຍ าຍ ามทำทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้าให้ได้ມา แต่ช่วงหลังມานี้ พอลองถามตัวเองให้ลึกลงไป สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่ ‘ความสุข’ (happiness) แต่น่าจะเป็น ‘ความสงบ’ (peace of mind) ซึ่งบางครั้งสองสิ่งนี้สวนทางกัน, ยิ่งอຍ ากได้ความสุข หรืออຍ ากเก็บรักษาความสุขไว้ เรากลับกระวนกระวายใจ โลกนี้มีມาຍ าคติມากມายที่พูดซ้ำๆ จนเราเชื่อว่ามันเป็นความจริง “ความสัมพันธ์ที่ไม่เลิกรา” ก็เป็นสิ่งหนึ่งในจำนวนเรื่องเหล่านั้น หรือความเชื่อว่า “การเลิกกันคือเรื่องแย่”...
เคยมีคนถามพระอานนท์ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องใดมากที่สุด พระอานนท์ตอบว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องไตรสิกขามากที่สุด ไตรสิกขาประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องกว้าง ๆ เกี่ยวข้องกับการละเว้นความชั่ว การทำความดี การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งเหมาะกับคนทุกระดับ และสามารถนำไปสู่การหลุดพ้นได้ พระธรรมอันทรงแสดงนั้นมีทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งนับว่ามากมายมหาศาล จึงมีคนสงสัยมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลว่า ในจำนวน 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น ถ้าจะรู้เพียงเรื่องเดียวควรรู้อะไร ซึ่งคำถามนี้ หลวงปู่ขาว อนาลโย เคยเทศน์สอนไว้ว่า “โดยทำนองเดียวกันที่รอยเท้าของบรรดาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ อาจจะรวมลงไปในรอยเท้าของช้าง พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ก็อาจรวมลงได้ในธรรมข้อเดียวคือ สติ” เพราะสติเป็นเครื่องกั้นความเศร้าหมอง กั้นกิเลส คนเราจะทำพลาดทำชั่วก็เริ่มที่การขาดสติ เพราะฉะนั้นจึงต้องหันมาฝึกสติให้มาก อย่างไรก็ดี นอกจากชาวพุทธจะเข้าใจพุทธศาสนาจากพระธรรมคำสอนแล้ว หากดูพระพุทธองค์เป็นแบบอย่าง ก็สามารถเรียนรู้ธรรมได้เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่เข้าใจได้ทันทีคือ...
ในเรื่องของการทำงาน การแข่งกีฬา สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสามัคคี ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่ก่อให้เกิดความรักใคร่ปรองดองที่เรียกว่า สาราณียธรรม 6 ลองมาดูกันว่าถ้าอยากให้เกิดความสามัคคีกัน เราจะใช้หลักธรรมของสาราณียธรรม 6 อย่างไรได้บ้าง เมตตาทางกาย (กายกรรม) คือการกระทำทางกายที่ประกอบด้วยเมตตา เช่น การช่วยเหลือ การเอื้อเฟื้อ การไม่รังแก ทำร้ายผู้อื่น การอดทนต่อกัน ไม่ใช่เห็นคนอื่นเข้าคิวแล้วไปแซงคิวเขา นั่นก็คือคุณไม่มีเมตตาธรรมเลย เมตตาทางวาจา (วจีกรรม) คือการมีวาจาที่ดี สุภาพ อ่อนหวาน มีปิยวาจา พูดจามีเหตุผล ไม่พูดให้ร้ายคนอื่นหรือพูดให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจ เดือดร้อนใจ คือพูดแต่สิ่งที่ดี มีเมตตาต่อกัน เมตตาทางใจ (มโนกรรม) คือความคิดที่ประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นการคิดดีต่อกัน ปรารถนาที ไม่คิดอิจฉาริษยา หรือไม่คิดมุ่งร้ายพยาบาท หากทุกคนคิดแล้วปฏิบัติเหมือนกัน ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นในสังคม ทาน (สาธารณโภคี) คือการรู้จักแบ่งปัน มีจิตอาสา มีจิตสาธารณะ มีการแบ่งให้กันและกันตามโอกาสอันควร...
อีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ในสังคมเรา หลังจากเพจเฟซบุ๊ก สถานีตำรวจภูธรป่าตอง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เยาวชนคนดีของสังคม น้องชื่อ ด.ช.โกสินทร์ ตางามหรือชื่อเล่นว่าน้องแบงค์ อายุเพียง ๘ ขวบ อยู่ชั้น ปฐมศึกษาปีที ๓ โรงเรียนเทศบาลเมืองป่าตอง บ้านไสน้ำเย็น อาศัยอยู่กับยาย มาตั้งแต่เล็กๆ ๑๐ เดือน ถานีตำรวจภูธรป่าตอง โดย พลตำรวจเอก อโณทัย จินดามณี ผู้กำกับการสถานี มอบเกียรติคุณบัตรผู้ประกอบคุณงามความดี เป็นคนดีของสังคม พร้อมทุนการศึกษา และเสื้อชูชีพสำหรับเด็กให้แก่ น้องแบงค์ เด็กชายโกสินทร์ ตางาม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนเทศบาลเมืองป่าตองบ้านไสน้ำเย็น สิ่งที่ทำอาจเรยกได้ทำว่า ความดีดีเล็กเล็กที่แสนยิ่งใหญ่ จะช่วยให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำคูคลองทั้งหลาย ถ้ามัวแต่ทิ้งขยะลงไปแบบไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดใดใดเลย มันจะส่งผลเสียอย่างมากมาย...
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ท่านใช้หลักสติปัฏฐาน ๔ ที่อาศัยการเคลื่อนไหวของกายเป็นหลัก โดยต้องลืมตาตลอดเวลาที่ฝึก เพราะไม่ต้องการให้ปฏิบัติติดสงบ หลายคนหลับตาแล้ว ก็จะติดสงบได้ง่าย พอติดสงบ การยกจิตสู่วิปัสสนาก็จะเนิ่นช้า ท่านอยากให้ผู้ปฏิบัติข้ามความสงบไปเพื่อเกิดความรู้สึกตัว และเอาความรู้สึกตัวไปใช้ในการเจริญวิปัสสนา มาดูกันว่า การเจริญสติที่ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แนะนำมีอะไรบ้าง การยกมือสร้างจังหวะ ให้นั่งในท่า ขัดสมาธิหรือพับเพียบ หรือจะนั่งเก้าอี้ก็ได้ เปิดตา ทอดสายตา ไปข้างหน้าพอประมาณสักหนึ่งเมตร มือวางคว่ำไว้บนเข่า เริ่มต้น ด้วยการพลิกสันมือตั้งขึ้นบนเข่าขวา และยกขึ้น เอามือมาวางไว้ ที่ท้อง พลิกมือซ้ายตั้งขึ้นบนเข่า ยกขึ้นมาประกบกับมือขวา เลื่อนมือขวามาที่หน้าอก ผายออก วางลงบนเข่า แล้วคว่ำมือลง เลื่อนมือซ้ายมาที่หน้าอก ผายออก วางลงบนเข่า แล้วคว่ำมือลง ระหว่างที่ทำ...

Recent Posts